ยาหมอเส็งกับสะเก็ดเงิน

โรคทางผิวหนังเป็นโรคที่หลายคนอาจจะคิดว่าไม่น่ากลัวหรือว่ารักษาได้ ง่ายๆ จริงอยู่ที่โรคผิวหนังส่วนใหญ่รักษาได้ง่ายด้วยการทานยาหรือทายาไม่กี่วันก็หาย แต่ก็มีอยู่บางโรคที่เป็นแล้ว การรักษาอาจจะยุ่งยากและอาจจะรักษาไม่หายเลยก็ได้ อย่างเช่น โรคสะเก็ดเงินที่เราจะมาศึกษากัน

ที่มาของชื่อ “สะเก็ดเงิน”

โรคสะเก็ดเงิน เดิมทีเรียกว่า โรคเรื้อนกวาง (ชื่อเก่าน่ากลัวกว่าเยอะค่ะ) แต่เพื่อป้องกันความสับสนระหว่างโรคเรื้อนกวางกับโรคเรื้อนที่เป็นคนละโรค กัน ทางการแพทย์จึงได้บัญญัติชื่อขึ้นมาใหม่ โดยตั้งชื่อตามอาการของผู้ที่เป็นโรคนี้ คือ มีลักษณะเป็นผื่นแดงในรูปแบบต่างๆและผิวหนังที่เป็นผื่นแดงนั้นจะมีการลอกตัวเป็นขุยคล้ายสะเก็ดสีเงิน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสะเก็ดเงิน

รู้จักโครงสร้างผิวหนังก่อน

ถ้าเราจะทำความเข้าใจโรคสะเก็ดเงินได้ดี เราต้องมีความเข้าใจเรื่องโครงสร้างผิวหนังของคนแบบง่ายๆก่อน ซึ่งโครงสร้างผิวหนังของคนแบ่งเป็น 3 ชั้น ดังต่อไปนี้

โครงสร้างผิวหนังมนุษย์

  1. ชั้นนอกสุด (Epidermis – ชั้นหนังกำพร้า) ผิวหนังชั้นนี้เป็นชั้นที่บางที่สุด เป็นชั้นผิวหนังที่มีการผลัดตัวและลอกออกมาเป็น”ขี้ไคล” ทำหน้าที่รักษาน้ำและความชุ่มชื่นในร่างกาย และป้องกันเชื้อโรคจากายนอก
  2. ชั้นหนังกลาง (Dermis – ชั้นหนังแท้) เป็นชั้นผิวหนังที่มีความยืดหยุ่นรองรับแรงกดดันต่อร่างกาย ประกอบไปด้วยปลายประสาทรับความรู้สึกและอุณหภูมิ ต่อมเหงื่อ เส้นเลือด รากขน เป็นต้น
  3. ชั้นในสุด (Hypodermis – ชั้นไขมัน) ที่เราเรียกชั้นนี้ว่าชั้นไขมัน เพราะว่าเซลล์ส่วนใหญ่ในชั้นนี้เป็นเซลล์ไขมันนั่นเอง

สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน

สาเหตุที่แน่ชัดของโรคสะเก็ดเงิน ยังไม่มีผลสรุปที่ชัดเจน ทางการแพทย์บอกได้เพียงคร่าวๆว่าเกี่ยวข้องกับสาเหตุต่อไปนี้

  1. พันธุกรรม จากการศึกษาวิจัยทางการแพทย์พบว่า มียีนหลายตัวที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดสะเก็ดเงิน แต่ยังไม่สามารถสรปุความสัมพันธ์ของยีนเหล่านี้ต่อการเกิดโรคได้อย่างชัดเจน ผู้ที่มีญาติพี่น้อง ที่มีประวัติเป็นโรคสะเก็ดเงิน มีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็น 100% เพราะการเกิดโรคต้องอาศัยตัวกระตุ้นร่วมด้วย เช่น การติดเชื้อ การใช้ยาบางชนิด ความเครียด เป็นต้น
  2. ระบบภูมิคุ้มกัน ข้อสันนิษฐานหนึ่งที่มีอยู่ คือ เป็นการทำงานผิดปกติของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า T-cell ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีบทบาทในการกระตุ้นและชี้นำการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้ม กันอื่นๆ และถือว่ามีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน

อาการของโรคสะเก็ดเงิน

ผู้ป่วยสะเก็ดเงินจะมีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังมากกว่าปกติ 10 เท่า และมีการขยายตัวของหลอดเลือดแดง ทำให้ผื่นมีลักษณะแดง ผิวหนังชั้นนอกสุด จะเป็นชั้นผิวหนังที่ลอกและแตกเป็นขุยสะเก็ดสีเงิน ลักษณะของผื่นสะเก็ดเงินจะมีลักษณะแตกต่างกัน และแบ่งได้เป็นประเภท (ค่อนข้างหลากหลายและรูปบางรูปน่ากลัวค่ะ ดังนั้นจะนำมาให้ดูเพียงบางส่วนในบทความนี้) รวมทั้งในคนไข้บางคนอาจจะมีอาการผิดปกติของเล็บร่วมด้วย เช่น เล็บลอก เล็บเป็นหลุม เป็นต้น

ในบางกรณีคนไข้ที่มีปัญหาสะเก็ดเงินอาจมีอาการคล้ายกับรูมาตอยด์ร่วมด้วย กล่าวคือ มีอาการปวดตามข้อเนื่องจากการอักเสบที่จุดต่างๆในร่างกาย เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า แต่ผลการตรวจจะไม่สามารถบ่งชี้ว่าเป็นรูมาตอยด์ได้

บริเวณที่เกิดสะเก็ดเงิน

เกิดได้ทั้งแบบทั่วทั้งตัวและแบบเฉพาะที่ กว่า 80% ของผู้ป่วยสะเก็ดเงินเกิดผื่นแบบเฉพาะที่ไม่ว่าจะเป็น ศีรษะ ข้อศอก พับใน หลัง แขน เล็บ (เกิดได้เกือบทุกที่)

คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสะเก็ดเงิน

ผู้ป่วยที่มีอาการสะเก็ดเงินแบบรุนแรง จะมีผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต นำไปสู่อาการป่วยชนิดอื่น เช่น โรคซึมเศร้า โรคกดดัน หรือโรคเบาหวาน ผู้ป่วยสะเก็ดเงินย่อมประสบปัญหาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งที่เป็นสะเก็ดเงิน อาการคันและปวดแสบปวดร้อนย่อมกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น เดิน นอน นั่ง หรือถ้าเป็นที่มือก็ลำบากที่จะทำงานหรือเล่นกีฬาร่วมกับคนอื่น ถ้าเป็นที่ศีรษะก็จะเหมือนคนที่มีรังแคตลอดเวลา ซึ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นปัญหามากในการเข้าสังคมกับผู้อื่นของผู้ ป่วยสะเก็ดเงิน หากปรับตัวไม่ได้ก็อาจจะเกิดปัญหาอาการซึมเศร้าและแยกตัวจากสังคม อันเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

การรักษาสะเก็ดเงิน

แนวทางในการรักษาสะเก็ดเงินมีดังนี้

  • ยาทา เป็นครีม น้ำมัน หรือขี้ผึ้งที่ใช้ทาเพื่อลดอาการของสะเก็ดเงิน เช่น ผิวแห้ง ลดการลอกหรือแตกเป็นขุยของผิว รวมถึงลดการอักเสบด้วย
  • การใช้แสง UV เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า การฉายแสงจำลองแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยให้อาการสะเก็ดเงินดีขึ้นได้ (ไม่ทุกคน)
  • ยารับประทานและยาฉีด หากการรักษาด้วยยาทาและการใช้แสง UV ไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทางเลือกต่อมา คือ วิธีการใช้ยากินและ/หรือยาฉีด ซึ่งเป็นวิธีการที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายค่อนข้างมาก ผู้ป่วยจำเป็นต้องตรวจเลือดและตับเป็นประจำเพื่อคอยควบคุมไม่ให้เกิดพิษจาก การรักษาในร่างกายจนเป็นอันตราย ยิ่งไปกว่านั้นจากสถิติพบว่า ผู้ป่วยสะเก็ดเงินส่วนใหญ่ที่เคยรักษาด้วยวิธีนี้แล้ว มักจะมีอาการสะเก็ดเงินเกิดขึ้นในภายหลังอีก

Tags: ,

ติดตามเรากด follow เลย!

Like เลย!